บริหารลดพุง 10 ท่า

April 22nd, 2013


เครดิตที่มา www.youtube.com

สูตร วิธีมาร์คหน้าใสด้วยมะขามเปียก

April 22nd, 2013


เครดิต ที่มาจาก www.youtube.com

Genting

December 6th, 2012

Genting

 

หากพูดถึง Genting ในประเทศมาเลเซียแล้ว บางคนอาจจะไม่รู้จัก หรือสำหรับบางคนที่รู้จักก็เชื่อได้ว่าคงจะนึกถึงแหล่งคาสิโนเป็นอย่างแรก จริงอยู่ที่ Genting เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่มีคาสิโนซึ่งเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นจุดเด่น แต่ Genting ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ที่นั่นยังมีทั้งแหล่งช้อปปิ้ง ร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายประเภท สวนสนุก สวนน้ำ โรงภาพยนตร์และอะไรอีกหลายอย่าง ที่สามารถให้ทุกคนในครอบครัวมาพักผ่อนด้วยกันได้อย่างมีความสุข

 

ประสบการณ์ในการไปท่องเที่ยวที่ Genting จะถูกบอกเล่าผ่านบันทึกการเดินทางสามวันสองคืนนี้

 

การเตรียมตัว

 

หลังจากที่รู้ตัวว่าจะได้เดินทางไปที่ Genting ประเทศมาเลเซีย เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องเตรียมตัวก็คือการแลกเงิน ประเทศมาเลเซียใช้สกุลเงิน “ริงกิต” (MYR) ซึ่งอัตราการแลกเปลี่ยน ณ ขณะวันที่เขียนก็อยู่ที่ประมาณ 10 บาทกว่าๆ เท่ากับ 1 ริงกิต นอกเหนือจากการแลกเงิน ในยุคเทคโนโลยีแบบนี้ การใช้มือถือและอุปกรณ์ IT ก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับบางคนอาจจะสะดวกไปซื้อซิมโทรศัพท์มือถือของที่มาเลเซียและเปิดใช้แพคเกจ data เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่สำหรับบางคนเช่นตัวเราเองสะดวกเปิดแพคเกจ data roaming ของเครือข่ายผู้ให้บริการจากไทยไปเลยมากกว่า ซึ่งวิธีนี้ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยการเปิดหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งถ้าเราเปิดใช้บริการ roaming อยู่แล้วก็เพียงแค่เลือกแพคเกจที่เหมาะสมและกดรหัสแพคเกจเปิดใช้จากมือถือของเราได้เลย หรือสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะติดต่อผ่านทาง call center ก็ได้ ยกตัวอย่างราคาค่าบริการ data roaming ของประเทศมาเลเซียจากเครือข่ายที่เราใช้อยู่นั้น แพคเกจ data roaming unlimited 3 days ราคาอยู่ที่ประมาณ 950 บาท (ทั้งนี้แพคเกจประเภทนี้ไม่ได้รวมค่าบริการโทรศัพท์รับสายหรือโทรออก) หลังจากจัดการกับการใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตที่นู่นเรียบร้อย ก็มาถึงการชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องจากปลั๊กไฟของประเทศมาเลเซียเป็นแบบหัวแบนสามแฉกแตกต่างจากบ้านเรา จึงควรเตรียมที่แปลงหัวปลั๊กไฟไปด้วย หรือถ้าอุปกรณ์เรามีจำนวนมาก ต้องชาร์จทั้งมือถือ แทบเลต โน๊ตบุค กล้อง เราก็ควรเตรียมปลั๊กพ่วงไปด้วย

 

อีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะคาดไม่ถึงสำหรับการไปที่ Genting คือสภาพอากาศที่หนาวเย็น เมื่อเราคิดถึงประเทศมาเลเซีย ก็คงคิดว่าอากาศคงใกล้เคียงกับบ้านเรา หรืออาจจะร้อนกว่าด้วยซ้ำ แต่ Genting นั้นเป็นรีสอร์ทที่อยู่บนเขาสูง สภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปีรวมทั้งมีฝนตกด้วย ดังนั้นเสื้อกันหนาว เสื้อแขนยาว เสื้อที่มีฮู้ด หรือร่มก็เป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างที่ควรจะต้องเตรียมไป เมื่อเตรียมตัวจัดกระเป๋าพร้อมแล้ว เราก็เดินทางสู่ประเทศมาเลเซียได้เลย

วันที่หนึ่ง

 

เราเดินทางสู่ประเทศมาเลเซียโดยสายการบิน AirAsia ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองไปท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เดินทางโดยสายการบินนี้จึงไม่ได้เตรียมตัวว่าจะดีเลย์เป็นชั่วโมงจากสิบโมงเป็นสิบเอ็ดโมง รวมทั้งไม่รู้ว่าจะไม่มีอาหารว่างเสิร์ฟให้บนเครื่องจึงท้องร้องตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง การเดินทางใช้เวลาสองชั่วโมง และเนื่องจากประเทศมาเลเซียเวลาเร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมง จึงไปถึงที่นั่นเวลาบ่ายสองโมง(เวลามาเลเซีย) เมื่อไปถึงท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ก็พบว่าเขาแยก Terminal ของสายการบิน low cost ออกมา ซึ่งเมื่อได้เห็น Low Cost Terminal นั้นก็รู้สึกว่าดอนเมืองเราดูดีมากขึ้นมาทันที การตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่ก็เป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่มีการกรอก Immigration Card ไม่มีการถ่ายรูป ไม่มีการสแกนลายนิ้วมือใดๆทั้งสิ้น ยื่นพาสปอร์ตให้เป็นอันจบ เมื่อเข้าประเทศได้อย่างเรียบร้อย ภายในสนามบินก็จะมีบูธของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ต่างๆของประเทศมาเลเซียมาตั้งเรียงรายให้เราได้เลือกซื้อซิมสำหรับการใช้งานโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตอย่างที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้

 

หลังจากออกจากสนามบิน เราก็นั่งรถเพื่อเดินทางไป Genting ระยะทางจากท่าอากาศยานกัวลาลัมเปอร์ไป Genting นั้นประมาณสามชั่วโมง ซึ่งระยะเวลานี้นับรวมรถติดที่เกิดจากการแข่งขันรถแข่งที่จัดขึ้นใกล้ๆกับสนามบิน และการขับรถขึ้นเขาในสภาพอากาศฝนตกปรอยๆและมีหมอกลงจัดด้วย เส้นทางขึ้นเขาเพื่อไป Genting นั้นทำให้เรานึกถึงการขึ้นเขาไปปายหรือเชียงคาน มีความคดเคี้ยวมากพอสมควร แต่สภาพถนนนั้นถือว่าดีมาก เป็นถนนสี่เลนและมีเกาะกลางเป็นส่วนมาก ในบางช่วงก็แยกถนนขาขึ้นกับขาลงไปคนละเส้นเพื่อความปลอดภัย

 

ระหว่างทางไกด์ได้พาเราแวะทานอาหารว่างเป็นมื้อแรก ซึ่งก็คือทุเรียน ไกด์บอกว่าทุเรียนเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากจึงอยากให้เรามาลองทานดู ซึ่งการทานทุเรียนของที่นี่ก็ทำให้เราแปลกใจอยู่พอสมควร รถตู้จอดแวะกลางทางในบริเวณที่เหมือนที่พักรถของบ้านเรามีร้านอาหาร มีห้องน้ำ และมีเต้นท์ขายทุเรียน เมื่อไปถึงคนขายก็จัดการแกะทุเรียนและวางบนโต๊ะในเต้นท์นั้นให้เรายืนทานได้เลย พร้อมถุงมือเพื่อไม่ให้มือเปื้อน ทุเรียนของที่นี่ลูกเล็กกว่าบ้านเราพอสมควร ซึ่งคนที่นี่ก็นิยมทานแบบสุก เนื้อจึงค่อนข้างเละเมื่อเทียบกับการทานทุเรียนแบบบ้านเราที่จะไม่ทานแบบสุกจนเกินไป ส่วนรสชาติก็ออกขมเล็กน้อย สรุปแล้วทุเรียนบ้านเราก็ถูกปากเรามากกว่าอยู่ดี

หลังจากนั้นก็เดินทางไปทานอาหารอย่างจริงจังเป็นอาหารมังสวิรัติ ร้านอาหารอยู่ในศาลเจ้าที่เป็นเหมือนกึ่งสถานที่ท่องเที่ยวและชมวิว อาหารมังสวิรัติของที่นี่ก็เน้นเต้าหู้และเห็ด โดยเริ่มจากซุป ตามมาด้วยของผัดประเภทต่างๆ รวมทั้งมีแกงกะหรี่ด้วย ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าอร่อยเลยทีเดียว

จากนั้นก็เดินทางสู่รีสอร์ท ใน Genting นั้น ประกอบด้วยโรงแรมจำนวนห้าโรงแรม คือ ….. ซึ่งที่เราได้เข้าพักนั้นคือ First World Hotel หลังจากนั่งรถฝ่าหมอกหนามาถึงที่โรงแรม สิ่งแรกที่ได้เห็นก็รู้สึกประทับใจกับการตกแต่งที่แปลกตาและน่าสนใจ ฝาเพดานของบริเวณที่จอดส่งคนก็เป็นลายดอกไม้

ด้านนอกล็อบบี้ก็ตกแต่งด้วยต้นไม้และไฟประดับ รวมทั้งยังมีลายท้องฟ้าอยู่ที่ฝาเพดานด้วย ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ outdoor ในบรรยากาศแบบฤดูหนาว ทั้งๆที่ในความจริงก็เป็น indoor ภายใน lobby ของโรงแรม

หลังจาก Check in ที่เคาน์เตอร์เรียบร้อย (หรือจะ Check in ด้วยตัวเองจากเครื่องอัตโนมัติก็ได้) ก็ขึ้นมาเก็บของที่ห้อง เราได้เข้าพักที่ห้องสูทชั้น 24 ของโรงแรม เรียกได้ว่ากว้างขวางพอสมควร มีส่วนนั่งเล่นที่มีโซฟาและทีวีจอใหญ่ แต่ก็แอบผิดหวังกับช่องรายการที่มีเพียงแปดช่อง เนื่องจากเห็นทีวีจอใหญ่ขนาดนี้ก็นึกว่าจะมีช่องให้เลือกชมได้หลากหลายกว่านี้ ซึ่งทั้งแปดช่องนั้นก็เป็นของมาเลเซียทั้งหมด แต่ก็พบว่ามีภาพยนตร์ และซีรี่ย์ฉายอยู่ด้วย อย่างวันที่ไปก็เจอ James Bond, X Factor, Jane by Design ซึ่งก็ยังโชคดีที่เป็น Soundtrack ส่วนรายการต่างๆก็มีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และภาษาจีน ที่สำคัญห้องพักของที่นี่จะไม่มีเครื่องปรับอากาศเนื่องจากอากาศเย็นตลอดทั้งปี จะมีก็แต่พัดลมติดเพดาน ซึ่งก็เพียงพอแล้วจริงๆ

โรงแรมและอาคารต่างๆของ Genting นั้นเชื่อมต่อกัน เราสามารถเดินจากโรงแรมหนึ่งไปยังอีกโรงแรมหนึ่งได้เลย อย่างเช่นชั้นสองของโรงแรม First World Hotel นั้นเชื่อมกับ สวนสนุก Indoor และโซนร้านค้า ซึ่งหลังจากเก็บของเรียบร้อย ไกด์ก็พาเราเดินผ่านโซนนี้เพื่อทะลุไปยังอีกโรงแรมนึง เพื่อไปทานอาหารเย็น

ร้านอาหารชื่อ Coffee Terrace ในช่วงเย็นจะเป็นบุฟเฟ่ต์แบบทานได้ไม่อั้น ทั้งอาหารพื้นเมืองแบบมาเลเซีย อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารอินเดีย และรวมทั้งของหวานอันหลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นมื้อที่จัดเต็มมาก อาหารพื้นเมืองที่เป็นที่ินิยมบนโต๊ะอาหารก็จะเป็นข้าวมันไก่ ซึ่งมีไก่ให้เลือกหลายแบบ อีกโซนที่น่าสนใจคืออาหารอินเดียมีแกงกะหรี่ให้เลือกหลายแบบเช่นกัน พร้อมนานทั้งแบบธรรมดา นานชีส นานเนย ให้ทานควบคู่กันไป เนื้อแกะเองก็มีหลายเมนู ทางโซนอาหารญี่ปุ่นก็มีเทปันเนื้อและปลาดิบ ก่อนจะอิ่มกับของคาว ของหวานของที่นี่ก็มีให้เลือกหยิบมากมาย จัดเป็นถ้วยหรือชิ้นเล็กๆให้หยิบใส่ได้เต็มจาน หลังจากทานอาหารกันเรียบร้อย ไกด์ได้แนะนำให้ไปลองดื่มชาชักซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีชื่ิอเสียงของประเทศมาเลเซีย ซึ่งในร้านอาหารนี้ก็มีชาชักให้กดได้จากเครื่องชงกาแฟแบบอัตโนมัติ รสชาติของชาชักก็เข้มข้น แต่อาจจะออกหวานไปหน่อย แต่ก็ถือว่าอร่อย และเหมาะกับการปิดท้ายมื้อเย็นที่จัดเต็มเช่นนี้

ก่อนกลับขึ้นห้อง ได้แวะไปเดินเก็บภาพบรรยากาศโซนสวนสนุก Indoor ที่เป็นโซนร้านค้า ร้านอาหารด้วย ที่นี่ยังมี Ripley’s Haunted Adventure มีโรงภาพยนตร์ทั้งแบบปกติ 3D และ 4D และมีการจำลอง Landmark ที่มีชื่อเสียงของประเทศต่างๆ รวมทั้งจุดเด่นของ Genting ซึ่งก็คือคาสิโน

วันที่สอง

หลังจากตื่นนอนมาด้วยความง่วงเป็นอย่างมาก เพราะตื่นเช้ากว่าปกติ และเวลามาเลเซียก็เร็วกว่าอีกหนึ่งชั่วโมง ก็ลงมาทานอาหารเช้า ร้านอาหารที่ไปทานอยู๋ในล็อบบี้ของโรงแรมซึ่งมีทั้งอาหารพื้นเมืองมาเลเซียคือแกงกับโรตีกล้วย โรตีกล้วยที่เป็นเหมือนของหวานในบ้านเราทานคู่กับแกงรสจัดเป็นอาหารมื้อเช้าที่เป็นที่นิยมของที่นี่อยู่เช่นกัน ถึงแม้จะรู้สึกแปลกอยู่บ้างแต่ก็อร่อย หรือสำหรับคนที่ไม่คุ้ยเคยกับอาหารเช้าแบบนี้ก็สามารถเลือกทานอาหารจีนเป็นบะหมี่เกี๊ยวร้อนๆได้ รวมทั้งเครื่องดื่มอย่างชาชักสั่งมาทานคู่กันได้

จากนั้นก็เข้าสู่การเล่นเครื่องเล่นต่างๆของสวนสนุก ออกจากโรงแรมมาสู่โซน Outdoor ทำให้ได้เห็นด้านนอกของโรงแรมเป็นครั้งแรก (หลังจากวันก่อนก็ลองเดินออกมาครั้งนึง แต่ไม่เห็นอะไรเลย เพราะหมอกลงหนามาก) โรงแรม First World Hotel มี Exterior เป็นสีสันอันหลากหลาย ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นของ Genting เนื่องจากพอลองค้นหาข้อมูลของที่นี่ รูปแรกๆที่เจอก็จะเป็นรูปโรงแรมแห่งนี้

ตั๋วของ Genting Theme Park ก็มีแบบ one day pass เป็นสายรัดข้อมือที่สามารถเล่นได้ทุกเครื่องเล่นเช่นกัน เครื่องเล่นของที่นี่ก็มีทั้งแบบ Advance สำหรับผู้ใหญ่ หรือแบบเบาๆสำหรับเด็กๆ เริ่มจากเครื่องเล่น Spinner เป็นการเหวี่ยงเก้าอี้ ถึงจะไม่ได้เหวี่ยงจนน่าหวาดเสียวมาก แต่ก็ถือว่าเป็นการวอร์มอัพสำหรับเครื่องเล่นอื่นๆได้ดี หลังจากนั้นก็ไปเล่น Corkscrew เป็นรถไฟเหาะขนาดกลางๆเพราะไม่ได้หวาดเสียวน่ากลัวจนเกินไป ต่อไปคือเครื่องเล่นที่หวาดเสียวของจริง Space Shot ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้เล่นเครื่องเล่นแนวนี้ หลังจากถามเพื่อนที่เคยเล่นที่อื่นมาบ้าง เพื่อนบอกว่าของที่นี่สูงกว่าที่อื่นที่เคยเล่นมาด้วย เครื่องเล่นนี้ก็จะพาคุณตรงดิ่งขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะปล่อยทิ้งลงมา ขอบอกเลยว่าความรู้สึกที่กำลังดิ่งลงมาสู่พื้นที่ใจหายวาบเลยจริงๆ แต่ก็สนุกมากๆ แถมเครื่องเล่น Space Shot ของที่นี่ หลังจากปล่อยดิ่งลงมาหนึ่งรอบยังพาคุณขึ้นไปอีกเกือบครึ่งเสา และปล่อยขึ้นๆลงๆ เป็นโยโย่อยู่อีกสามสี่รอบเพื่อความคุ้มค่าอีกด้วย หลังจากนั้นก็ไปสู่อีกเครื่องเล่นที่เป็นที่นิยมที่สุด เพราะว่าเป็นเครื่องเล่นแนวนี้แห่งแรกของโลก Flying Coaster เรียกได้ว่าเป็นรถไฟเหาะแบบนอน คุณจะได้นอนเล่น เหมือนเป็นซุปเปอร์แมนบินอยู่ในอากศ ตีลังกาเกลียวสามรอบเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมี PirateShip หรือไวกิ้งที่ขนาดย่อมเยา(กว่าที่ดรีมเวิลด์)อีกด้วย ที่เล่ามาทั้งหมดจะเป็นเครื่องเล่นสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งก็ยังมีเครื่องเล่นอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้มีโอกาสได้ลองเล่น
สิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบมากก็คือสภาพอากาศ ปกติการเล่นเครื่องเล่นที่ประเทศไทยจะต้องสู้กับแสงแดด อากาศร้อน แต่ที่นี่เราสามารถเล่นรถไฟเหาะได้อย่างมีลมเย็นรายล้อม เป็นสิ่งที่รู้สึกดีมากจริงๆ


Spinner


Corkscrew


Space Shot


Flying Coaster

หลังจากเล่นเครื่องเล่นกันจนเต็มที่ ก็ไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน Imperial Rama เป็นร้านอาหารไทย-จีน ซึ่งมื้อนี้เราทานกันแบบโต๊ะจีน บรรยากาศในร้านก็หรูหรา สิ่งที่แตกต่างจากโต๊ะจีนที่เคยทานมาก็คือ ตะเกียบมีเพิ่มขึ้นมาคนละหนึ่งชุด สีแดงคือใช้สำหรับคีบอาหารจากจานกลาง ส่วนสีดำใช้สำหรับคีบอาหารเข้าปาก อาหารมื้อนี้ก็มาอย่าง Full Course อีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็น ออเดิร์ฟที่มีสามอย่างคือเป็ดอบ,สลัดเห็ดและข้าวเกรียบปลา จากนั้นก็ตามมาด้วยอาหารจานต่างๆทั้ง ซุป ปลานึ่ง กุ้งทอดไข่เค็ม กุ้งอบชีส หอยเชลล์ และข้าวผัด เป็นต้น


Baked Smoke Duck


Mushroom Salad with Truffle Oil


Thai Fish Cracker


Twin Variety King Prawn (Salted Egg with Cheese Baked)

สิ่งที่น่าสนใจและประหลาดใจที่สุดก็คงเป็นจานสุดท้าย ของหวาน อย่างที่ไกด์เคยบอกว่าคนที่นี่ชอบทานทุเรียนมาก จึงได้นำทุเรียนไปทอดเป็นของหวาน ลักษณะเหมือนแป้งทอดใส่ครีมทุเรียน สำหรับคนชอบทานทุเรียนอย่างเรา ขอยอมรับว่าอร่อยมาก ถึงจะแอบเลี่ยนไปบ้างแต่ก็มีน้ำลิ้นจี่ไว้ให้ทานแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี


Deep-fried Durian Tempura with Sour Sop Juice

เมื่ออิ่มท้องกับอาหารกลางวัน เราก็กลับไปเล่นเครื่องเล่นกันอีกครั้ง ที่นี่ก็มี Snow World ตกแต่งสวยงามกว่าที่ดรีมเวิลด์อยู่พอสมควร มีบริการเสื้อโค้ท ถุงมือ และรองเท้าให้ รวมทั้งมีฟรีล็อคเกอร์ให้เก็บของด้วย เพราะเนื่องจากเขาไม่อนุญาให้นำมือถือหรือกล้องเขาไปถ่ายภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวอุปกรณ์ของเราจะเสียหายจากความเย็น แต่เขาก็มีบริการถ่ายภาพให้ด้านใน สามารถมาเลือกซื้อเก็บเป็นที่ระลึกได้เมื่อออกมา

อีกหนึ่งเครื่องเล่นที่ค่อนข้าง advance และมีข้อกำหนดว่าต้องมีอายุและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ถึงจะเล่นได้ ก็คือ Sky Venture เป็นเครื่องเล่นที่ให้เราลอยตัวอยู่กลางอากศจริงๆ โดยใช้แรงลมดันตัวเราให้ลอยขึ้น ในลักษณะเดียวกับตอนที่โดดร่มจากเครื่องบิน ถึงจะดูอันตรายแต่ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยฝึกสอนและจับตัวเราไว้ให้ รวมทั้งช่วยเหวี่ยงเราให้ได้ความรู้สึกเหมือนโดดร่มของจริงด้วย หลังจากเล่นเสร็จเรียบร้อยก็ยังมีประกาศนียบัตรมอบให้อีกด้วย

จากนั้นก็จบกิจกรรม extreme ต่างๆ ก็เข้าไปชมประัติความเป็นมาของ Genting ในแกลอรี่ ที่นี่มีสต๊าฟคอยให้ข้อมูล และยังมีโมเดลจำลอง Genting ทั้งหมดเอาไว้อีกด้วย เป็นรีสอร์ทที่ใหญ่มากจริงๆ

หลังจากนั้นก็เข้าสู่มื้อเย็นที่ยังคงความจัดเต็มได้อีกเช่นเคย มื้อนี้เราไปทานที่ร้าน Bubble Bite ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยน มีทั้งพิซซ่า สปาเก็ตตี้ ลาซานญ่า และสลัด โดยที่จิบแชมเปญไปพลาง เลือกทานอาหารลิตาเลี่ยนหลากหลายชนิดไปพลาง ถือว่าเป็นอีกมื้อหนึ่งที่อร่อยและอิ่มท้องมากๆ นอกจากนั้น ยังมีของหวานตบท้ายอีกมากมาย

คืนนี้กิจกรรมยังไม่หมด ที่ Genting ยังมีฮอลล์สำหรับการแสดงต่างๆอีกด้วย ชื่อ Genting International Showroom ซึ่งในช่วงที่เราไปนั้นมีการแสดงไอซ์สเก็ตผสมกับกายกรรมและมายากล ชื่อว่า Freeze2 ชุดการแสดงบางชุดอาจจะเคยเห็นมาบ้างแล้วแต่การที่นักแสดงทุกคนต้องแสดงอยู่บนลานไอซ์ก็ทำให้การแสดงโดยรวมทั้งหมดยังคงน่าสนใจ เรื่องการแสดงไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะถ้าเกิดสักวันผู้อ่านได้มีโอกาสไปชม หรือมีการแสดงนี้ที่เมืองไทยจะได้ไม่ถือว่าเป็นการสปอย

เนื่องจากเป็นคืนสุดท้ายใน Genting แล้ว ทางไกด์จึงได้พาไปที่ผับแห่งหนึ่งในโรงแรม ชื่อ The Patio Bar & Lounge ผับแห่งนี้ไม่ได้ปิดไฟ เล่นเพลงให้ทุกคนยืนเต้น แต่เป็นผับที่มีดนตรีสดเหมาะสำหรับการมาสังสรรค์ (ซึ่งก็อาจจะเสียงดังไปบ้าง) หรือมานั่งชมการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลกับเพื่อน เพราะในคืนที่ไปนั้นก็เห็นมีกลุ่มคนที่ตั้งใจมาเชียร์ฟุตบอล มานั่งจองโต๊ะไว้ตั้งแต่เนิ่นๆด้วยเช่นกัน วงดนตรีในคืนที่ไปฟังสามารถร้องได้ทั้งเพลงสากล และเพลงจีน เพลงที่รู้จักและจำได้ก็มี Rolling in the Deep, Love on Top หรือแม้แต่ Gangnum Style ที่กลุ่มนักร้องสามารถเต้นประกอบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกได้ว่าเตรียมตัวมาอย่างดี

วันที่สาม

วันสุดท้ายใน Genting อากาศวันนี้ถือว่าอุ่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เหมือนจะเป็นการเตรียมตัวเรากลับสู่อากาศร้อนของประเทศไทย มื้อเช้าวันนี้เป็นสไตล์เบเกอรี่ชื่อร้าน Bakery ถึงจะเป็นแค่ขนมปังแต่ก็อิ่มจนต้องห่อกลับไว้ทานเป็นมื้อเที่ยงได้หลายจานเลยทีเดียว ขนมปังร้านนี้หลากหลายมาก ถ้าเป็นคนที่ชอบทานขนมปังไม่ควรพลาดร้านนี้เป็นอย่างยิ่ง น่าทานและอร่อยมาก

ระหว่างทางขาลงจาก Genting ก็ผ่านทางลงเขาที่ลดเลี้ยวมาก แถมคนขับรถที่นี่ก็ดูจะเชี่ยวชาญเส้นทางจนสามารถลงเขาได้ด้วยความเร็วที่น่าตกใจ เข้าใจว่าถ้าขับช้าๆอาจจะขับยากกว่าก็เป็นได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเร็วมากอยู่ดี เมื่อมาถึงสนามบินแห่งเดิมก็ได้รับรู้ว่าเคาน์เตอร์ check in ว่าไฟล์ทจะดีเลย์ไปอีกหนึ่งชั่วโมง จึงทำให้มีเวลาเดินซื้อของในสนามบินมากขึ้น แต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อยเมื่อพบว่าไม่ค่อยมีของฝากที่น่าสนใจเท่าไร ที่เห็นมากที่สุดก็เป็นช็อคโกแลตยี่ห้อต่างๆ ถ้าให้แนะนำของฝากที่น่าสนใจคิดว่า ชา/กาแฟ พร้อมชงสำเร็จรูปก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย สามารถนำไปฝากเพื่อนหรือผู้ใหญ่ได้ แต่ถ้าเป็นของฝากสำหรับเด็กๆก็คงเป็นช็อคโกแลตที่มีให้เลือกอย่างมากมาย

ระหว่างรอ boarding ก็พบว่า Terminal ที่นี่ Gate อยู่เรียงกันหมด พอพ้น Gate ไปก็เป็นทางเดินเดียวกัน และเราต้องเดินไปหาเครื่องบินเอง อย่างที่บอกว่าสนามบินนี้ทำให้ดอนเมืองดูดีขึ้นมามากทันทีจริงๆ เมื่อเลทจนได้เวลาเราก็ได้ boarding และบินกลับสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

โดยสรุปทริปนี้ทุกที่ที่ได้ไปเที่ยว ทุกร้านอาหารที่ได้ไปทาน ก็อยู่ใน Genting ทั้งหมด ในรีสอร์ทนั้นเปรียบเหมือนเป็นเมืองย่อมๆที่มีทุกอย่างอย่างครบครัน (อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ เพราะร้านค้าให้ช้อปปิ้งยังไม่เยอะเท่าที่คิด หรืออาจจะเดินหาไม่เจอเองก็ไม่แน่ใจ) แต่ก็ถือว่ามีทุกกิจกรรมให้สำหรับการพักผ่อนของทุกคนในครอบครัวได้ ไม่ว่าเป็นเป็นสวนสนุกสำหรับเด็กๆและวัยรุ่น ร้านค้าให้ช้อปปิ้งสำหรับสาวๆ คาสิโนสำหรับคนที่อยากไปเสี่ยงดวง โรงละครสำหรับคนชอบดูการแสดง ร้านอาหารที่หลากหลายสำหรับนักชิม หรือตัว Genting เองก็น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว การเดินทางก็ไม่ยากใกล้กับประเทศไทย คนที่นั่นก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีไม่เป็นปัญหา สภาพอากาศที่เย็นสำหรับคนที่อยากหนีอากาศร้อนของประเทศไทย ทั้งหมดทำให้ Genting เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับการไปเที่ยวนอกประเทศในวันนี้

วิธีเขียนขอบตาให้ดูสวยคม โดดเด่น

November 8th, 2012

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เครื่องสำอางที่ ใช้ในการแต่งแต้มดวงตาให้ดูสวยคม โดดเด่นอย่าง อายไลเนอร์ อายแชโดว และมาสคาร่า จึงเป็นอาวุธสำคัญที่สาวๆ หลายคนขาดไม่ได้ ต้องมีพกติดตัวไว้ใส่ในกระเป๋าเสมอ เทรนด์การเขียนอายไลเนอร์ที่กำลังอินที่สุดสำหรับฤดูใบไม้ร่วงนี้ คือการเขียนขอบตาแบบ rimmed eyeliner ขอบตาบนและล่างสีดำเข้ม ตามด้วยอายแชโดวสีเทาเบลนฟุ้งๆ และปัดขนตาฟูๆ หนาๆ

rimmed eyes trend

วันนี้มาดูวิธีแต่งแต้มดวงตาให้เปล่งประกายแบบง่ายๆ ในลุคนี้กันดีกว่า
1. วาดเส้นขอบตาบนและล่าง
การเขียนขอบตาบน แนะนำให้ใช้อายไลเนอร์แบบลิขวิด หรือเจลกันน้ำ เนื่องจากให้เส้นที่คมชัด ไม่ไหลเยิ้มและติดทนนาน
- วันเบาๆ ธรรมชาติ สำหรับมือใหม่หัดเขียน อาจเลือกเขียนขอบตาแบบเบสิค คือเขียนเป็นเส้นบางๆ เสมอกับโคนขนตา เขียนเติมช่องว่างระหว่างขนตาให้เต็ม
- เขียนให้หางชี้ขึ้น สำหรับวันธรรมดาที่ไม่อยากธรรมดา เขียนอายไลเนอร์ส่วนปลายของขอบตาหนาขึ้น แล้วลากเส้นจากขอบตาล่างขึ้นมา


อายไลน์เนอร์ชนิดเจลสุดฮิต MAC Fluidline Eye-Liner Gel in Blitz and Glitz จากร้าน Beauty2you

การเขียนขอบตาล่าง เขียนเส้นเต็มจากหัวตาถึงหางตา การเขียนขอบตาล่างแบบเต็มตาจะช่วงให้ดูเป็นสาวเซ็กซี่ ลึกลับน่าค้นหา แนะนำให้ใช้ดินสอเขียนขอบตาแบบดินสอ เพราะมีเนื้อนิ่ม เขียนง่าย คอนโทรลง่าย อ่อนโยนกับดวงตา และดูเป็นธรรมชาติกว่า ไม่เป็นเส้นแข็งทื่อเหมือนอายไลเนอร์แบบน้ำ


Benefit BADgal Pencil อายไลเนอร์ชนิดดินสอที่สีดำที่สุด ตาโตคมเข้ม สวยเฉี่ยว จากร้าน Beauty2you
2. สโมกกี้อายฟุ้งๆ เบลอๆ ด้วยอายแชโดวสีเทา


Nars Duo Eyeshadow #Egea สีสวย ติดทน จากร้าน perfumelover

3. ปัดมาสคาร่าฟูๆ หนาๆ หรือติดขนตาปลอม


ให้ขนตางอนยาวโดดเด่นเกินใคร Majolica Majorca Lash Beautifying Frame Plus (มาสคาร่ารุ่นที่ดีที่สุดของ Majolica) จากร้าน TakeBuy

การเขียนอายไลเนอร์รอบดวงตาหนาๆ แบบ rimmed eyeliner ควรแต่งหน้าส่วนอื่นให้น้อยที่สุด ตาสีเข้ม จับคู่กับลิปสติกสีนู้ดหรือสีแดงสดใส เป็นอันจบพิธี

ขอบคุณข้อมูลจาก Sanook.com

เครดิตภาพ : bellasugar.com, ภาพสินค้าจากร้านค้า Sabuy.com

เทคนิคทาปาก สวยใสธรรมชาติแบบสาวเกาหลี

November 8th, 2012

สำหรับสาวๆ คนไหนที่ชอบการแต่งหน้าโทนธรรมชาติ เน้นสวยใสแบบสาวเกาหลีเชิญทางนี้เลยค่ะ วันนี้บูรินมีเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้คุณสาวๆ ได้มีปากสวยใสแบบธรรมชาติน่าสัมผัสแบบสาวเกาหลีมาฝากกัน…พร้อมแล้วมาดูกันเลยค่ะ

เทคนิคทาปากแบบสาวเกาหลี


ขั้นตอนที่ 1 ก่อนอื่นต้องมาบำรุงริมฝีปากกันก่อนนะคะ คุณสาวๆ สามารถบำรุงริมฝีปากง่ายๆ ด้วยลิปที่มีสารสกัดจากวิตามินอี หรือลิปที่สกัดจากธรรมชาติ บูรินว่าสาวคงหาซื้อได้ไม่ยากเพราะว่าตามท้องตลาดสมัยนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้มาให้คุณสาวๆ เลือกใช้ได้มากมาย แต่เลือกของดีที่มีคุณภาพนะคะ จะได้ปลอดภัยต่อผิวของคุณสาวๆ ค่ะ

เทคนิคทาปาก สวยใสธรรมชาติแบบสาวเกาหลี

ขั้นตอนที่ 2 เราจะสังเกตได้ว่าสาวเกาหลีจะมีริมฝีปากที่บางและสีเป็นธรรมชาติเสมือนกับ ปากจริงเลยก็ว่าได้ ดังนั้น สำหรับสาวไทยที่สีปากไม่สม่ำเสมอ รวมไปถึงรูปทรงไม่เรียวบางแบบสาวเกาหลีนั้น บูรินแนะนำให้ใช้คอนซีลเลอร์ในการกลบจุดด้อยนี้ไปซะ! (แล้วเตรียมตัวเข้าสู่ขั้นตอนการเป็นสาวเกาหลีอย่างสมบูรณ์แบบกันค่ะ)


เทคนิคทาปาก สวยใสธรรมชาติแบบสาวเกาหลี


ขั้นตอนที่ 3 ทาสีปากด้วยทิน หรือลิปสติกสีอ่อนๆ นู้ดๆ สีที่เป็นธรรมชาติืที่สุด โดยเทคนิคง่ายๆ คือ ทาจากด้านในริมฝีปากก่อนแล้วค่อยๆ ไล่ออกไปที่ริมฝีปากด้านนอกเว้นบริเวณขอบปากเอาไว้ (เริ่มให้เค้าโครงสาวเกาหลีมาแ้ล้วใช่ไหมค่ะสาวๆ )


เทคนิคทาปาก สวยใสธรรมชาติแบบสาวเกาหลี


ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนสุกท้ายที่จะทำให้คุณสาวๆ กลายเป็นสาวเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบ นั่นก็คือ การทาลิปกลอสทับลงไป แต่ไม่ต่้องทาจนมันเยิ้ม (เหมือนเพิ่งกินไก่ย่างมานะคะ) เอาพอสวยงามแวววาวแบบธรรมชาติเป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก   Sanook! women

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.duitang.com/

เรียบเรียงโดย